God’s Word for Today, Radio program of Calvary Chapel at the Bridge

The purpose of God’s Word for Today is to show that the God who made everything and everyone, the One who loves us, has a good word for us today. วัตถุ ประสงค์ของพระคำของพระเจ้าสำหรับวันนี้เพื่อแสดงว่าพระเจ้าทำทุกอย่างทุกสิ่งและทุกคนพระเจ้ารักเรามีคำที่ดีสำหรับให้เราวันนี้ Originally broadcast from City Media Radio 98.75 Mhz Khok Kloy, Phang Nga Church website phuketchurch.org Sermon notes: wdbydana.com/sermon.html Old podcast at wdbydana.com/iweb has many more messages from the last three years. Messages are in English and Thai.

https://www.wdbydana.com/Radio/Podcast/Podcast.html

subscribe
share






Testimony os Samson Victor and Women Elders


Testimony of Samson Victor
คำพยานของแซมซั่น วิกเตอร์
I was born in a Christian family in 1955.
ผมเกิดมาในครอบครัวที่คริสเตียน1955
When I was 23 years old I was involved in drug abuse.
เมื่อผมอายุ 23 ปี ผมติดอยู่ในพวกใช้ยาเสพติด
In 1984, I got married.
ในปี 1984 ผมได้แต่งงาน
By the passage of time, my drug abuse kept on increasing and my financial circumstances became worse day by day.
ระยะเวลาที่ล่วงไป ผมติดยาเสพติดเพิ่มขึ้น และฐานะทางการเงินของผมกลับแย่ลงวันแล้ววันเล่า
I was isolated from the society completely due to my condition.
ผมถูกแยกห่างจากสังคมอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากสภาพของผม
In 1986, my wife and my younger sister took me to a government hospital for treatment but I could not get rid of the addiction.
ในปี 1986 ภรรยาและน้องสาวของผมได้พาผมไปเข้าโรงพยาบาลของรัฐเพื่อการรักษา แต่ผมไม่สามารถเลิกติดยาเสพติดได้
I was interested to be free from the drug addiction but I was finding no way.
ผมสนใจอยากจะเป็นอิสระจากการติดยาเสพติด แต่ผมหาทางออกไม่ได้
Many people were praying for me.
หลายคนกำลังอธิษฐานเผื่อผม
Many times I wept over my condition and asked God to have mercy on me.
หลายครั้งที่ผมร้องไห้ต่อสภาพของผม และทูลขอให้พระเจ้าทรงพระเมตตาต่อผม
I was quite upset.
ผมก็ค่อนข้างผิดหวัง
My cousin used to come to my home and give me some money to help.
ลูกพี่ลูกน้องของผมเคยมาที่บ้านของผม และให้ผมเงินบ้างเพื่อช่วยเหลือ
This was the time when I felt there was no way to get rid of the addiction.
นี่คือเวลาที่ผมรู้สึกว่าไม่มีทางที่จะเลิกติดยาเสพติดได้
I was thinking, “who will help me?”.
ผมกำลังคิดว่า "ใครจะช่วยผมได้"
One day, my cousin came to my house and said to me, “brother do you want to get rid of the drugs?”
วันหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องของผมมาที่บ้านของผมและบอกว่า "พี่ชาย พี่ต้องการที่จะเลิกติดยาเสพติดใช่หรือไม่"
I replied to him, “who will spend money for my treatment?”
ผมตอบเขาว่า "ใครล่ะจะจ่ายเงินสำหรับค่ารักษาของผม"
He said, “I have talked to a psychiatrist who has his private hospital and you can get treatment over there.”
เขากล่าวว่า "ผมได้พูดคุยกับจิตแพทย์คนหนึ่ง ที่มีโรงพยาบาลเอกชน และพี่จะได้รับการรักษาที่นั่น"
He was a famous psychiatrist, so I agreed to go to that hospital.
ท่านเป็นจิตแพทย์ที่มีชื่อเสียง ดังนั้นผมจึงตกลงที่จะไปโรงพยาบาลนั้น
In 1989 my cousin had me admitted to the hospital.
ในปี 1989 ลูกพี่ลูกน้องของผมได้พาผมเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
I stayed there for 10 days and during this time he bore all the expenses.
ผมอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 10 วัน และในช่วงเวลานี้เขาแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด
I was discharged from the hospital and came back to my home.
ผมได้ออกจากโรงพยาบาลและกลับมาที่บ้านของผม
After a few days I suffered with a high grade fever and my family took me to a medical hospital.
หลังจากไม่กี่วัน ผมทนทุกข์ที่มีไข้ขึ้นสูง และครอบครัวของผมพาผมไปเข้าโรงพยาบาล
I stayed in that hospital for 6 days for fever treatment.
ผมอยู่ในโรงพยาบาลนั้นเป็นเวลา 6 วันสำหรับการรักษาอาการไข้สูง
Now this was the time when my body did not demand the drugs anymore.
ตอนนี้เป็นเวลาที่ร่างกายของผมไม่ได้มีความต้องการยาเสพติดอีกต่อไป
I realized that now I was free from the drugs completely.
ผมรู้ว่าตอนนี้ผมเป็นอิสระจากยาเสพติดแล้วอย่างสมบูรณ์
After a few months, in 1989, Bishop Dr. Michael Nazir Ali who was General Secretary of the London Missionary Society in the UK came to Pakistan.
หลังจากนั้นไม่กี่เดือนในปี 1989 บิชอป ดร.ไมเคิล นาซีร์ อาลี ซึ่งเป็นเลขาธิการของสมาคมมิชชันนารีลอนดอน ในประเทศสหราชอาณาจักรมาเยือนประเทศปากีสถาน


I got a chance to sit with him and he made this offer to me, “if you are interested in any short course of Bible training, then I can recommend you.”
ผมได้มีโอกาสนั่งคุยกับท่าน และท่านได้เสนออย่างนี้กับผมว่า "ถ้าคุณมีความสนใจเรียนหลักสูตรระยะสั้นของการฝึกอบรมพระคัมภีร์แล้ว ผมสามารถรับรองให้คุณไปรียนได้"
He got my address.
ท่านจดที่อยู่ของผมไว้
While he was in his office in the UK, I received a letter from Haggai Institute for Advanced  Leadership Training in Singapore.
ขณะที่ท่านทำงานในสำนักงานของท่านที่ประเทศสหราชอาณาจักร ผมได้รับจดหมายจากสถาบันฮักกัยเพื่อไปศึกษาการฝึกอบรมเป็นผู้นำขั้นสูงในสิงคโปร์
So, in 1990 I went to Singapore and successfully completed my leadership training.
ดังนั้น ในปี 1990 ผมได้ไปสิงคโปร์และสำเร็จการฝึกอบรมผู้นำของผม
After returning to Pakistan, in 1991 I joined a hospital as a radiographer.
หลังจากที่ผมกลับไปประเทศปากีสถานในปี 1991 ผมได้เข้าทำงานในโรงพยาบาลเป็นนักรังสีเทคนิค
Now my life became normal.
ตอนนี้ชีวิตของผมกลายเป็นปกติ
In 1995, one of my friends invited me to join a Bible study in a church.
ในปี 1995 เพื่อนคนหนึ่งของผมเชิญผมไปเข้าร่วมศึกษาพระคัมภีร์ในคริสตจักร
So, I agreed.
ดังนั้น ผมจึงตกลงไป
I enjoyed the time in the Bible studies and I liked the style of teaching of the Bible teacher.
ผมมีความสุขในเวลาศึกษาพระคัมภีร์ และผมก็ชอบรูปแบบของการสอนของครูที่สอนพระคัมภีร์
So, I continued and during this time I realized that God helped me with all things and I decided to walk with God.
ดังนั้น ผมยังคงไปเรียน และในช่วงเวลานี้ผมตระหนักว่าพระเจ้าได้ทรงช่วยผมในหลายสิ่งหลายอย่าง และผมตัดสินใจที่จะเดินไปกับพระเจ้า
In 1997, I was baptized.
ในปี 1997 ผมได้รับบัพติสมา
This began the time when I personally studied the Word of God.
นี่เป็นเวลาเริ่มต้นที่ผมศึกษาพระวจนะของพระเจ้าเป็นส่วนตัว
I became hungry for His Word and in the evening time, I studied at Grace Trinity College in 2001- 2004.
ผมกลายเป็นหิวกระหายพระวจนะของพระองค์และตอนเย็นทุกวัน ผมเรียนที่วิทยาลัยเกรซ ทรินิตี้ ในปี 2001- ถึงปี 2004
Thanks to my Lord Jesus Christ, whom I have been serving.
ขอขอบคุณองค์พระเยซูคริสต์ที่ผมได้ทำการรับใช้
Now I understand that God helped me and He showed me His power.
ตอนนี้ผมเข้าใจว่าพระเจ้าได้ทรงช่วยผม และพระองค์ได้ทรงสำแดงให้ผมเห็นฤทธิ์อำนาจของพระองค์

He blessed me and His hand is upon me. Hallelujah
พระองค์ทรงอวยพรผมและพระหัตถ์ของพระองค์ทรงจับผมไว้ ฮาเลลูยา สรรเสริญพระเจ้า
women elders
ผู้ปกครองสตรี

Can women serve as elders in the church? What are the different viewpoints on the question of women elders?
สตรีสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองในคริสตจักรได้ไหม มุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับคำถามเรื่องผู้ปกครองสตรี

Question: "Can women serve as elders in the church?"
คำถาม: " สตรีสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองในคริสตจักรได้ไหม"

Answer:  There are two primary viewpoints on the question of whether women can serve as elders in the church.
คำตอบ: มีมุมมองพื้นฐานสองด้านต่อคำถามที่ว่า สตรีสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองในคริสตจักรได้ไหม
The egalitarian view holds that women can serve as elders as long as they fulfill the requirements outlined in 1 Timothy 3:1-7 and Titus 1:5-9.
พวกยึดถือความเสมอภาคของคน ถือว่าสตรีสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองได้ ตราบใดที่พวกเขามีคุณสมบัติตรงข้อกำหนดที่ระบุไว้ในพระธรรม 1 ทิโมธี 3: 1-7 และติตัส 1: 5-9
1 Timothy ทิโมธี 3:1-7 1The saying is trustworthy: If anyone aspires to the office of overseer, he desires a noble task.
1คำนี้เป็นคำจริง คือว่าถ้าผู้ใดปรารถนาหน้าที่ผู้ปกครองดูแลคริสตจักร ผู้นั้นก็ปรารถนากิจการงานที่ประเสริฐ
2Therefore an overseer must be above reproach, the husband of one wife, sober-minded, self-controlled, respectable, hospitable, able to teach,
2ผู้ปกครองดูแลนั้นต้องเป็นคนที่ไม่มีใครติได้ เป็นสามีของหญิงคนเดียว เป็นคนรู้จักประมาณตน มีสติสัมปชัญญะ เป็นคนสง่าเรียบร้อย มีอัชฌาสัยรับแขกดี เหมาะที่จะเป็นครู
3not a drunkard, not violent but gentle, not quarrelsome, not a lover of money.
3ไม่ดื่มสุรามึนเมา ไม่เป็นนักเลงหัวไม้ แต่เป็นคนสุภาพ ไม่เป็นคนชอบวิวาท ไม่เป็นคนเห็นแก่เงิน
4He must manage his own household well, with all dignity keeping his children submissive,
4ต้องเป็นคนครอบครองบ้านเรือนของตนได้ดี อบรมบุตรธิดาของตนให้อยู่ในโอวาทและมีใจนอบน้อม
5for if someone does not know how to manage his own household, how will he care for God's church?
5เพราะว่าถ้าชายคนใดไม่รู้จักครอบครองบ้านเรือนของตน คนนั้นจะดูแลคริสตจักรของพระเจ้าอย่างไรได้
6He must not be a recent convert, or he may become puffed up with conceit and fall into the condemnation of the devil.
6อย่าให้ผู้ที่กลับใจใหม่ๆเป็นผู้ปกครองดูแล เกรงว่าเขาอาจจะยโส แล้วก็จะถูกปรับโทษเหมือนอย่างมารนั้น
7Moreover, he must be well thought of by outsiders, so that he may not fall into disgrace, into a snare of the devil.
7นอกนั้นเขาจะต้องเป็นที่นับถือของคนภายนอก มิฉะนั้นจะเป็นที่ติเตียนและจะติดบ่วงแร้วของมาร
Titus ทิตัส 1:5-9 5This is why I left you in Crete, so that you might put what remained into order, and appoint elders in every town as I directed you—
5เหตุที่ข้าพเจ้าละท่านไว้ที่เกาะครีต ก็เพื่อท่านจะได้แก้ไขสิ่งที่ยังบกพร่องให้เรียบร้อย และตั้งผู้ปกครองไว้ทุกเมืองที่ข้าพเจ้ากำชับท่าน
6if anyone is above reproach, the husband of one wife, and his children are believers and not open to the charge of debauchery or insubordination.
6คือตั้งคนที่ไม่มีข้อตำหนิ เป็นสามีของหญิงคนเดียว บุตรของเขามีความเชื่อ และไม่มีช่องทางให้ผู้ใดกล่าวหาว่า บุตรนั้นเป็นนักเลงหรือเป็นคนดื้อกระด้าง
7For an overseer, as God's steward, must be above reproach. He must not be arrogant or quick-tempered or a drunkard or violent or greedy for gain,
7เพราะว่าผู้ปกครองดูแลนั้น ในฐานะที่เป็นผู้รับมอบฉันทะจากพระเจ้า ต้องเป็นคนที่ไม่มีข้อตำหนิ ไม่เป็นคนเย่อหยิ่ง ไม่เป็นคนเลือดร้อน ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่เป็นนักเลงหัวไม้ และไม่เป็นคนโลภมักได้
8but hospitable, a lover of good, self-controlled, upright, holy, and disciplined.
8แต่เป็นคนมีอัชฌาสัยรับแขกดี เป็นผู้รักความดี เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ เป็นคนยุติธรรม เป็นคนบริสุทธิ์ รู้จักบังคับใจตนเอง
9He must hold firm to the trustworthy word as taught, so that he may be able to give instruction in sound doctrine and also to rebuke those who contradict it.
9และเป็นคนยึดมั่นในหลักคำสอนอันแท้ตามที่ได้เรียนมาแล้ว เพื่อจะสามารถเตือนสติด้วยคำสอนอันมีหลัก และชี้แจงแก่ผู้ที่คัดค้านคำสอนนั้น


The complementarian view affirms the opposite and states that women are not allowed to serve in the capacity of elder within the church.
พวกที่ยึดถือว่าผู้ชายเป็นหัวหน้ามีมุมมองที่เสริมยืนยันตรงข้าม และระบุว่าสตรีไม่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่รับใช้ในฐานะผู้ปกครองภายในคริสตจักร
The first thing to note in this passage is the number of masculine pronouns (“he” and “his”).
สิ่งแรกที่จะต้องทราบในพระธรรมตอนนี้คือจำนวนของคำสรรพนามผู้ชาย ( "เขา" และ "ของเขา")
The pronouns he, his, and him occur 10 times in 1 Timothy 3:1-7.
คำสรรพนาม เขา ของเขาและแก่เขา เกิดขึ้น 10 ครั้งใน 1 ทิโมธี 3: 1-7
Just a cursory reading of this passage would lead the average person to conclude that the role of an elder/overseer must be filled by a man.
เพียงแค่อ่านพระธรรมตอนนี้คร่าวๆโดยเฉลี่ยที่คนเราจะสรุปได้ว่า บทบาทของผู้ปกครอง / มัคนายกจะต้องให้เป็นผู้ชายทำหน้าที่
The phrase “husband of one wife” also indicates that the office of elder is assumed/intended to be fulfilled by men.
นอกจากนี้วลีที่ว่า "สามีของภรรยาคนเดียว" ยังแสดงให้เห็นว่าภาระหน้าที่ของผู้ปกครองสันนิษฐาน / ตั้งใจให้เป็นตำแหน่งของผู้ชาย
The same points are also made in the parallel passage of Titus 1:5-9.
ประเด็นเดียวกันนี้ยังพบข้อพระธรรมแนวเดียวกันในพระธรรมติตัส 1: 5-9


The passages that describe the qualifications and duties of elders/overseers do not open the door for women to serve as elders.
พระธรรมตอนนี้บรรยายว่า คุณสมบัติและหน้าที่ของผู้ปกครอง/ มัคนายกไม่ได้เปิดประตูสำหรับสตรีที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง
In fact, the consistent use of male pronouns and terminology argue strongly for the office of elder/overseer being restricted to men only.
แท้จริง การที่ยังคงใช้สรรพนามของชาย และคำศัพท์ถกเถียงอย่างจริงจังในตำแหน่งหน้าที่ของผู้ปกครอง / มัคนายกที่ถูกจำกัดให้เฉพาะผู้ชาย
As with other issues related to this debate, the prohibition of women serving as elders is not a matter of chauvinism.
เช่นเดียวกับปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการอภิปรายนี้ การห้ามมิให้สตรีทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองไม่ได้เป็นเรื่องของอุดมการณ์
In no sense is this a matter of men being superior to women.
ไม่ใช่เป็นเรื่องของผู้ชายว่าจะอยู่เหนือกว่าสตรี
Rather, God restricts the office of elder to men only because that is how He has structured the church to function.
แต่ พระเจ้าทรงจำกัดการทำงานของผู้ปกครองไว้ที่ผู้ชายเท่านั้น เพราะเห็นว่าเป็นวิธีเดียวกับที่พระองค์ได้วางโครงสร้างคริสตจักร
Godly men are to serve as leadership, with women serving in the crucially important supporting roles.
ผู้ชายที่เคร่งครัดในพระเจ้าจะทำหน้าที่เป็นผู้นำ โดยมีสตรีที่ทำหน้าที่บทบาทสำคัญยิ่งในการสนับสนุน


share








 2017-03-08  28m