God’s Word for Today, Radio program of Calvary Chapel at the Bridge

The purpose of God’s Word for Today is to show that the God who made everything and everyone, the One who loves us, has a good word for us today. วัตถุ ประสงค์ของพระคำของพระเจ้าสำหรับวันนี้เพื่อแสดงว่าพระเจ้าทำทุกอย่างทุกสิ่งและทุกคนพระเจ้ารักเรามีคำที่ดีสำหรับให้เราวันนี้ Originally broadcast from City Media Radio 98.75 Mhz Khok Kloy, Phang Nga Church website phuketchurch.org Sermon notes: wdbydana.com/sermon.html Old podcast at wdbydana.com/iweb has many more messages from the last three years. Messages are in English and Thai.

https://www.wdbydana.com/Radio/Podcast/Podcast.html

subscribe
share





Writings of Apostle Paul and Bible Confusion


 writings Apostle Paul
จดหมาย อัครสาวกเปาโล

Are the writings of the Apostle Paul inspired (see 1 Corinthians 7:12)? What does it mean that the Bible is God-breathed?
จดหมายของอัครทูตเปาโลได้รับการดลใจหรือไม่ (ดู 1 โครินธ์ 7:12) มันหมายความว่าอะไรที่ว่าพระคัมภีร์เป็นลมหายใจของพระเจ้า


Question: "Are the writings of the Apostle Paul inspired (see 1 Corinthians 7:12)?"
คำถาม: "จดหมายของอัครทูตเปาโลได้รับการดลใจหรือไม่ (ดู 1 โครินธ์ 7:12)"

Answer:  The bulk of conservative evangelical Christianity believes in what is called the verbal plenary inspiration of Scripture, meaning that every single word of the Bible is “breathed out” by God.
คำตอบ: คริสเตียนอนุรักษ์นิยมกลุ่มหนึ่งเชื่อในสิ่งที่เรียกว่า พระคัมภีร์เป็นแรงดลใจด้วยวาจาที่สมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่า พระเจ้าทรง"ระบายลมหายใจออก" เป็นพระคัมภีร์ทุกคำ
2 Timothy 2 ทิโมธี 3:1616All Scripture is breathed out by God and profitable for teaching, for reproof, for correction, and for training in righteousness,
16พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และ เป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม
If biblical critics can claim that 1 Corinthians 7:12 is not inspired, but is rather Paul’s opinion, what other passages could they claim to be the opinion of a human author and not the command of the divine Author?
ถ้านักวิจารณ์พระคัมภีร์สามารถอ้างว่า 1 โครินธ์ 7:12 ไม่ได้รับแรงดลใจ แต่เป็นความคิดเห็นของเปาโลมากกว่า  แล้วพระธรรมตอนอื่นใดที่พวกเขาจะอ้างว่าเป็นความคิดเห็นของมนุษย์ผู้เขียน   และไม่ได้เป็นพระบัญชาจากพระเจ้าผู้ทรงเขียน
1 Corinthians 1โครินธ์ 7:12 12To the rest I say (I, not the Lord) that if any brother has a wife who is an unbeliever, and she consents to live with him, he should not divorce her.
12ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนอื่นๆนอกจากคนพวกนี้   (องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ตรัส)   ว่าถ้าพี่น้องคนใดมีภรรยาที่ไม่เชื่อในพระคริสต์   และนางพอใจที่จะอยู่กับสามี  สามีก็ไม่ควรหย่านาง
 This issue strikes at the very heart of biblical authority.
ประเด็นนี้โจมตีตรงเป้าสิทธิอำนาจตามพระคัมภีร์
Paul wrote this letter to a group of Christians dwelling in Corinth, a very corrupt city.
เปาโลเขียนจดหมายฉบับนี้ให้กับกลุ่มชาวคริสต์ที่อาศัยอยู่ในเมืองโครินธ์ เป็นเมืองที่เสื่อมทรามมาก
Part of that corruption was due to the presence of the temple of Aphrodite, home to over 1,000 temple prostitutes.
ส่วนหนึ่งของความเสื่อมทรามเป็นผลมาจากการมีพระวิหารอโฟรไดท์ ซึ่งเป็นที่อาศัยของพวกโสเภณีประจำวิหารมากกว่า 1,000 คน
It was in this setting that Paul founded the church at Corinth.
มันเป็นเพราะการตั้งวิหารนี้ที่ทำให้เปาโลก่อตั้งคริสตจักรเมืองโครินธ์
In fact, many of the congregation came out of the immoral Corinthian lifestyle.
แท้จริง  ที่ประชุมหลายแห่งเกิดจากการใช้ชีวิตที่ผิดศีลธรรมของชาวเมืองโครินธ์
The church of Corinth was made up of ex-fornicators, ex-idolaters, ex-adulterers, ex-homosexuals, ex-thieves, and ex-drunkards.
คริสตจักรเมืองโครินธ์ถูกสร้างขึ้นจากบุคคลอดีตผู้เคยล่วงประเวณี อดีตผู้นับถือรูปเคารพ อดีตนักรักร่วมเพศ  อดีตคนลักขโมย และอดีตคนขี้เมา-
1 Corinthians 1โครินธ์ 6:9-11 9Do you not know that the unrighteous will not inherit the kingdom of God? Do not be deceived: neither the sexually immoral, nor idolaters, nor adulterers, nor men who practice homosexuality,
9ท่านไม่รู้หรือว่า   คนอธรรมจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า   อย่าหลงเลย   คนล่วงประเวณี   คนถือรูปเคารพ   คนผิดผัวเมียเขา   โสเภณีชาย   ชายรักร่วมเพศ
10nor thieves, nor the greedy, nor drunkards, nor revilers, nor swindlers will inherit the kingdom of God.
10คนขโมย   คนโลภ   คนขี้เมา   คนปากร้าย   คนฉ้อโกง จะไม่ได้รับส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า
11And such were some of you. But you were washed, you were sanctified, you were justified in the name of the Lord Jesus Christ and by the Spirit of our God.
11แต่ก่อนมีบางคนในพวกท่านเป็นคนอย่างนั้น   แต่ท่านได้รับการชำระแล้วได้รับการทำให้บริสุทธิ์แล้ว   ได้รับการทำให้เป็นผู้ชอบธรรมในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า   และพระวิญญาณแห่งพระเจ้าของเรา 
When Paul gets into chapter 7 of his letter, he is answering a question the church had regarding sexual relations between men and women.
เมื่อเปาโลเขียนบทที่ 7 จดหมายฝากฉบับนี้ ท่านกำลังตอบคำถามของคริสตจักรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างชายและหญิง
Given the social climate in Corinth, the Corinthians thought it would be a good thing for everyone to remain celibate.
ในสภาพทางสังคมในเมืองโครินธ์  ชาวเมืองโครินธ์คิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคนที่ไม่แต่งงานและไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศ
Paul agrees that celibacy is a good thing and even states that he wishes more people could be celibate, as he was.
เปาโลยอมรับว่าการที่ไม่แต่งงานและไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศเป็นสิ่งที่ดี และยังกล่าวว่าท่านประสงค์ให้ผู้คนจะไม่แต่งงานและไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศมากกว่านี้ อย่างที่ท่านเป็น
Paul is not disparaging marriage.
เปาโลไม่ได้ดูถูกเรื่องการแต่งงาน
All he is simply stating the obvious benefits that singleness affords for ministry.
ทั้งหมดท่านเพียงระบุว่ามีประโยชน์ที่เห็นได้ชัดว่าการเป็นโสดเอื้อต่องานรับใช้พันธกิจ
However, Paul mentions that singleness is a gift from God, and not all have the gift.
อย่างไรก็ตาม เปาโลกล่าวว่าการอยู่เป็นโสดเป็นของขวัญจากพระเจ้า และไม่ใช่ทุกคนมีของประทานนี้
1 Corinthians 1โครินธ์ 7:7 7I wish that all were as I myself am. But each has his own gift from God, one of one kind and one of another.
7ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ทุกคนเป็นเหมือนข้าพเจ้า   แต่ทุกคนก็ได้รับของประทานจากพระเจ้าเหมาะกับตัว   คนหนึ่งได้รับอย่างนี้   และอีกคนหนึ่งได้รับอย่างนั้น   

For those currently married, Paul tells them to remain so.
สำหรับบรรดาผู้ที่แต่งงานแล้ว  เปาโลบอกให้พวกเขาดำรงอยู่อย่างนั้น
1 Corinthians 1โครินธ์ 7:10 10To the married I give this charge (not I, but the Lord): the wife should not separate from her husband
10ส่วนคนที่แต่งงานแล้ว   ข้าพเจ้าขอสั่ง   มิใช่ข้าพเจ้าสั่งเอง   แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาว่า   อย่าให้ภรรยาทิ้งสามี
This means that Paul is relating to the Corinthians a direct command from Jesus.
นี่หมายความว่าเปาโลกำลังบอกเล่าคำสั่งโดยตรงจากพระเยซูกับชาวเมือง
โครินธ์
This command comes from Jesus’ teaching in the Gospels.
คำสั่งนี้มาจากคำสอนของพระเยซูในพระกิตติคุณ
Matthew มัทธิว 5:32 32But I say to you that everyone who divorces his wife, except on the ground of sexual immorality, makes her commit adultery. And whoever marries a divorced woman commits adultery.
32ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า   ถ้าผู้ใดจะหย่าภรรยา   เพราะเหตุอื่นนอกจากการเล่นชู้   ก็เท่ากับว่าผู้นั้นทำให้หญิงนั้นผิดศีลล่วงประเวณี   และถ้าผู้ใดจะรับหญิงซึ่งหย่าแล้วเช่นนั้นมาเป็นภรรยา   ผู้นั้นก็ผิดศีลล่วงประเวณีด้วย 


Finally, in verse 12, Paul addresses “mixed marriages”—those between a Christian and a non-Christian.
สุดท้าย  ในข้อ 12 เปาโลพูดถึง "การแต่งงานแบบผสม" -ระหว่างคริสเตียนและผู้ไม่ใช่คริสเตียน
1 Corinthians 7:12 1 โครินธ์ 7.12 12To the rest I say (I, not the Lord) that if any brother has a wife who is an unbeliever, and she consents to live with him, he should not divorce her.
12ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนอื่นๆนอกจากคนพวกนี้   (องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ตรัส)   ว่า   ถ้าพี่น้องคนใดมีภรรยาที่ไม่เชื่อในพระคริสต์   และนางพอใจที่จะอยู่กับสามี   สามีก็ไม่ควรหย่านาง
Given the prevailing environment, Christians might be tempted to divorce their unbelieving spouses, thinking that by doing so they would be purifying themselves.
ในสภาพแวดล้อมทั่วไปในขณะนั้น พวกคริสเตียนอาจจะถูกทดลองใจให้หย่าคู่สมรสที่ไม่เชื่อ โดยคิดว่าการทำเช่นนั้นพวกเขากำลังชำระตัวให้บริสุทธิ์
Paul tells the believing spouse to remain with the unbeliever, with the comment that the command comes from him, not from Jesus.
เปาโลบอกคู่สมรสผู้ที่เชื่อว่า ให้คงอยู่ด้วยกันกับผู้ที่ไม่เชื่อ ท่านมีความคิดเห็นอย่างนั้น ไม่ได้มาจากพระเยซู
But Paul is not offering his own opinion here.
แต่เปาโลไม่ได้เสนอความคิดของท่านเองที่นี่
What he is saying is that Jesus never addressed this issue directly during His earthly ministry.
สิ่งที่ท่านกำลังสอนคือว่า พระเยซูไม่เคยกล่าวถึงประเด็นนี้โดยตรงระหว่างที่ทรงกระทำพันธกิจตอนอยู่ในโลก
The Gospels do not contain any direct teaching of Jesus addressing the situation of a believing spouse married to an unbeliever.
พระกิตติคุณไม่ได้บรรจุคำสอนโดยตรงของพระเยซูเรื่องสถานการณ์ของคู่สมรสผู้เชื่อที่แต่งงานกับคนที่ไม่เชื่อ
Jesus only gave one legitimate reason for divorce, and being married to an unbeliever was not it. 
พระเยซูเพียงให้เหตุผลที่ถูกต้องสมควรสำหรับการหย่าร้าง  และการแต่งงานกับคนที่ไม่เชื่อ
Matthew มัทธิว 5:32 32But I say to you that everyone who divorces his wife, except on the ground of sexual immorality, makes her commit adultery. And whoever marries a divorced woman commits adultery.
32ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า   ถ้าผู้ใดจะหย่าภรรยา   เพราะเหตุอื่นนอกจากการเล่นชู้   ก็เท่ากับว่าผู้นั้นทำให้หญิงนั้นผิดศีลล่วงประเวณี   และถ้าผู้ใดจะรับหญิงซึ่งหย่าแล้วเช่นนั้นมาเป็นภรรยา   ผู้นั้นก็ผิดศีลล่วงประเวณีด้วย


So the best answer is that Paul provided new revelation in an area that Jesus did not specifically address.
ดังนั้นคำตอบที่ดีที่สุดคือว่า  เปาโลได้เตรียมเปิดเผยใหม่ในพื้นที่นั้น ว่าพระเยซูไม่ได้กล่าวโดยเฉพาะเจาะจง
That is why Paul says, “I, not the Lord.” In other words, I, not Jesus, am giving you this command, although it is based on the principles Jesus taught.
นั่นคือเหตุผลที่เปาโลกล่าวว่า " ข้าพเจ้าเอง ไม่ใช่พระเจ้า" ในอีกนัยหนึ่ง
ข้าพเจ้าเอง ไม่ใช่พระเยซู ที่กำลังออกคำสั่งนี้ แม้ว่ามันจะอยู่บนพื้นฐานของหลักการที่พระเยซูทรงสอน
As extensive as Jesus’ ministry was, He did not articulate everything regarding the Christian life.
เพราะพันธกิจของพระเยซูมีขอบเขตกว้างขวาง  พระองค์ไม่ได้ตรัสชัดเจนทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตคริสเตียน
That is why He commissioned the apostles to carry on His ministry after His ascension, and that is why we have a God-breathed Bible, “so that the man of God may be thoroughly equipped for every good work.”
นั่นคือเหตุผลที่ได้ทรงมอบหน้าที่ให้อัครสาวกไปเผยแพร่พันธกิจของพระองค์
หลังจากที่เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ และนั่นคือเหตุผลที่เรามีพระคัมภีร์ที่พระเจ้าทรงระบายลมหายใจออก "เพื่อว่าคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง"
Paul was responsible for much new revelation, although ultimately those revelations came from the Holy Spirit.
เปาโลรับผิดชอบในการเปิดเผยใหม่มาก แม้ว่าในท้ายที่สุดการทรงสำแดงเหล่านั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์
In many of his epistles, Paul reveals “mysteries.”
ในจดหมายฝากหลายๆ ฉบับของท่าน  เปาโลได้เปิดเผย "ความลึกลับ"
The word “mystery” is a technical term that signifies some previously unrevealed truth that is now revealed, such as the church being comprised of both Jews and Gentiles or the rapture.
คำว่า "ความลึกลับ" เป็นศัพท์เทคนิคที่บอกความสำคัญความจริงบางอย่างที่ลึกลับก่อนหน้านี้ว่าตอนนี้ถูกเปิดเผยแล้ว เช่นคริสตจักรกำลังประกอบด้วยทั้งพวกยิวและคนต่างชาติหรือคนที่ถูกรับไปก่อน
Romans โรม 11:25 25Lest you be wise in your own conceits, I want you to understand this mystery, brothers: a partial hardening has come upon Israel, until the fullness of the Gentiles has come in.
25พี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าเกรงว่าท่านจะอวดรู้   จึงอยากให้ท่านเข้าใจข้อความอันล้ำลึกนี้   คือเรื่องที่บางคนในพวกอิสราเอลมีใจแข็งกระด้างไป   จนทำให้พวกต่างชาติได้เข้ามาครบจำนวน
1 Corinthians 1โครินธ์ 15:51-52 51Behold! I tell you a mystery. We shall not all sleep, but we shall all be changed,
51ดูก่อนท่านทั้งหลาย   ข้าพเจ้ามีความล้ำลึกที่จะบอกแก่ท่าน   คือว่าเราจะไม่ล่วงหลับหมดทุกคน   แต่เราจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่หมด
52in a moment, in the twinkling of an eye, at the last trumpet. For the trumpet will sound, and the dead will be raised imperishable, and we shall be changed.
52ในชั่วขณะเดียว   ในพริบตาเดียว   เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย   เพราะว่าจะมีเสียงแตร   และคนที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาปราศจากเน่าเปื่อย   แล้วเราทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่

Paul is simply giving us additional revelation regarding marriage that Jesus didn’t elaborate on.
เปาโลเพียงบอกเราเพิ่มเติมเรื่องการเปิดเผยเกี่ยวกับการแต่งงานที่พระเยซูไม่ได้ให้รายละเอียดนั้น
www.gotquestions.org/Thai

Bible confusion
ความสับสนในพระคัมภีร์

Why is there so much confusion regarding the teachings of the Bible? What is the cause of all the confusion about what the Bible really teaches?
ทำไมจึงมีความสับสนมากมายเกี่ยวกับคำสอนของพระคัมภีร์ สาเหตุที่เกิดความสับสนเกี่ยวกับสิ่งที่พระคัมภีร์สอนจริงๆ คืออะไร?

Question: "Why is there so much confusion regarding the teachings of the Bible?"
คำถาม: "ทำไมจึงมีความสับสนมากมายเกี่ยวกับคำสอนของพระคัมภีร์"

Answer:  God gave us the Bible to teach us about Him and His ways, and since God is not a God of confusion, any and all confusion must come from the destructive forces of the world, the flesh, and the devil.
คำตอบ: พระเจ้าทรงประทานพระคัมภีร์เพื่อสอนเราเกี่ยวกับพระองค์และวิถีทางของพระองค์ และเพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความสับสน และความสับสนทั้งหมดจะต้องมาจากอำนาจทำลายฝ่ายโลก เนื้อหนังและมารร้าย
1 Corinthians 1โครินธ์ 14:33 33 For God is not a God of confusion but of peace.
As in all the churches of the saints,
33เพราะว่าพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าแห่งการวุ่นวาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุข ตามที่ปฏิบัติกันอยู่ในคริสตจักรแห่งธรรมิกชนนั้น


The “world” is the ungodly world system and its people who do not understand or care about the Word of God; the “flesh” is the lingering sinful nature Christians possess that corrupts their godly walk; and the “devil” refers to Satan and his demons who twist God’s Word, often while masquerading as angels of light.
"โลก" นี้เป็นระบบโลกที่อธรรมและประชาชนที่ไม่เข้าใจหรือสนใจเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า "เนื้อหนัง" คือธรรมชาติบาปที่ฝังติดอยู่ในคริสเตียน ที่ทำลายการเดินตามทางพระเจ้าของพวกเขา และ "ปีศาจ" หมายถึงซาตานและสมุนของมันที่บิดเบือนพระวจนะของพระเจ้า มักเป็นในขณะที่ปลอมตัวเป็นทูตความสว่าง
2 Corinthians 2โครินธ์ 11:14-1514And no wonder, for even Satan disguises himself as an angel of light.
14การกระทำเช่นนั้นไม่แปลกประหลาดเลย ถึงซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตแห่ง ความสว่างได้
15So it is no surprise if his servants, also, disguise themselves as servants of righteous
ness. Their end will correspond to their deeds.
15เหตุฉะนั้นจึงไม่เป็นการแปลกอะไรที่คนรับใช้ของซาตาน จะปลอมตัวเป็นคนรับใช้ของความชอบธรรม ท้ายที่สุดของเขาจะเป็นไปตามการ กระทำของเขา 
Each of these forces can act individually or in unison to confuse people about the Word of God.
อำนาจแต่ละอย่างเหล่านี้สามารถปฏิบัติการส่วนตัว หรือผนึกรวมกันเพื่อสร้างความสับสนแก่ประชาชนเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า


Tragically, confusion about the Bible can lead to a false hope of salvation. Satan’s temptations of Jesus used misinterpretations of the Word of God.
น่าเศร้า ความสับสนเกี่ยวกับพระคัมภีร์จะนำไปสู่ความหวังเท็จเรื่องความรอด เมื่อซาตานทดลองใจพระเยซู ได้ใช้การตีความพระวจนะของพระเจ้าในทางที่ผิด
Matthew มัทธิว 4:1-11 1Then Jesus was led up by the Spirit into the wilderness to be tempted by the devil.
1ครั้งนั้น พระวิญญาณทรงนำพระเยซูเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อมารจะได้มาผจญ
2And after fasting forty days and forty nights, he was hungry.
2และพระองค์ทรงอดพระกระยาหารสี่สิบวันสี่สิบคืน ภายหลังพระองค์ก็ทรงอยากพระกระยาหาร
3And the tempter came and said to him, “If you are the Son of God, command these stones to become loaves of bread.”
3ส่วนผู้ผจญมาหาพระองค์ทูลว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร”
4But he answered, “It is written, “‘Man shall not live by bread alone, but by every word that comes from the mouth of God.’”
4ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า 'มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอา หารสิ่งเดียว หามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า' ”
5Then the devil took him to the holy city and set him on the pinnacle of the temple
5แล้วมารก็นำพระองค์ไปยังนครบริสุทธิ์ และให้พระองค์ประทับที่ยอดหลังคาพระวิหาร
6and said to him, “If you are the Son of God, throw yourself down, for it is written,
“‘He will command his angels concerning you, and “‘On their hands they will bear you up, lest you strike your foot against a stone.’”
6แล้วทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงโจนลงไปเถิด เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า พระเจ้าจะรับสั่งให้เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์รักษาท่าน และเหล่าทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ มิให้เท้าของท่านกระทบหิน”
7Jesus said to him, “Again it is written, ‘You shall not put the Lord your God to the test.’”
7พระเยซูจึงตรัสตอบว่า “พระคัมภีร์มีเขียนไว้อีกว่า อย่าทดลองพระองค์ผู้ เป็นพระเจ้าของท่าน”
8Again, the devil took Him to a very high mountain and showed Him all the kingdoms of the world and their glory.
8อีกครั้งหนึ่งมารได้นำพระองค์ขึ้นไปบนภูเขาอันสูงยิ่งนัก และได้แสดงบรรดาราช
อาณาจักรในโลก ทั้งความรุ่งเรืองของราชอาณาจักรเหล่านั้น ให้พระองค์ทอดพระเนตร
9And he said to Him, “All these I will give you, if you will fall down and worship me.”
9แล้วได้ทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านจะกราบลงนมัสการเรา เราจะให้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ ท่าน”
10Then Jesus said to him, “Be gone, Satan! For it is written,“‘You shall worship the Lord your God and him only shall you serve.’”
10พระเยซูจึงตรัสตอบว่า “อ้ายซาตาน จงไปเสียให้พ้น เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า จงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว”
11Then the devil left Him, and behold, angels came and were ministering to Him.
11แล้วมารจึงละพระองค์ไป และมีเหล่าทูตสวรรค์มาปรนนิบัติพระองค์
Satan uses the same tactic today, taking a truth of Scripture and misapplying it.
ซาตานได้ใช้กลยุทธ์เดียวกันทุกวันนี้ รับเอาความจริงของพระคัมภีร์และใช้มันในทางที่ผิด

Satan is skilled at twisting the Word of God just enough to produce disastrous consequences.
ซาตานมีฝีมือในการบิดเบือนพระวจนะของพระเจ้าเพียงพอที่จะก่อให้เกิดหายนะตามมา
Sometimes, confusion over what the Bible teaches stems from a poor Bible translation.
บางครั้ง ความสับสนในสิ่งที่พระคัมภีร์สอน เกิดจากการแปลพระคัมภีร์ที่ไม่ได้ใจความ
More often, though, confusion is the result of careless Bible study methods among believers and the doctrines of false preachers, teachers, and writers.
แม้ว่าบ่อยครั้ง ความสับสนเป็นผลมาจากวิธีการศึกษาพระคัมภีร์อย่างสะเพร่าในหมู่ผู้เชื่อ และหลักคำสอนของนักเทศน์ ครูอาจารย์และนักเขียนเทียมเท็จ
2 Corinthians 2โครินธ์ 11:12-13 12And what I do I will continue to do, in order to undermine the claim of those who would like to claim that in their boasted mission they work on the same terms as we do.
12สิ่งใดที่ข้าพเจ้าทำ ข้าพเจ้าก็จะทำต่อไป เพื่อไม่ให้คนเหล่านั้นมีโอกาสที่จะพูดอวด ได้ว่า งานที่เขาทำนั้นเป็นงานแบบเดียวกับของเรา
13For such men are false apostles, deceitful workmen, disguising themselves as apostles of Christ.
13เพราะคนอย่างนั้นเป็นอัครทูตเทียม เป็นคนงานที่หลอกลวงปลอมตัวเป็นอัคร ทูตของพระคริสต์





These false prophets take even proper translations and, through either ignorance or by design, twist and distort the Word of God to promote their own agendas or appeal to the thinking of the world.
ผู้พยากรณ์เท็จเหล่านี้ใช้แม้คำแปลที่เหมาะสม และโดยความไม่รู้หรือโดยการออกแบบได้บิดและบิดเบือนพระวจนะของพระเจ้าเพื่อส่งเสริมบันทึกเรื่องราวของตัวเอง หรือสนใจในความคิดฝ่ายโลก
Instead of relying solely on others to teach us the Word of God, we should study God’s Word ourselves and rely on the Holy Spirit. 
แทนที่จะพึ่งพาอาศัยคนอื่นที่จะสอนพระคำของพระเจ้าแก่เราฝ่ายเดียว เราควรศึกษาพระคำของพระเจ้าด้วยตัวเองและพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์
Most deadly is confusion regarding the truth of the gospel.
ที่ร้ายแรงที่สุดคือความสับสนเกี่ยวกับความจริงเรื่องพระกิตติคุณ
While Scripture teaches that Jesus Christ is the only way, the only truth and the only life
ในขณะที่พระคัมภีร์สอนว่าพระเยซูคริสต์เป็นทางเดียว ความจริง และชีวิตเท่านั้น
John ยอห์น 14:6 6Jesus said to him, “I am the way, and the truth, and the life. No one comes to the Father except through me.
6พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา
Acts กิจการ /4:12 12And there is salvation in no one else, for there is no other name under heaven given among men by which we must be saved.”
12ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”
Many who call themselves Christians believe that heaven can be gained in other ways and other religions.
หลายคนที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียนเชื่อว่าเขาสามารถไปสวรรค์ได้ทางอื่นและศาสนาอื่น ๆ
In spite of the confusion, the true sheep will hear the voice of the Shepherd and will follow only Him.
ทั้งๆ ที่มีความสับสน ลูกแกะแท้จะฟังเสียงของพระผู้เลี้ยงและจะติดตามพระองค์เท่านั้น
John ยอห์น 10:27 27 My sheep hear my voice, and I know them, and they follow me.
27แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา และเรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นตามเรา
Those who do not belong to the Shepherd “will not endure sound doctrine, but they will heap up teachers to themselves according to their own lusts, tickling the ear”
บรรดาผู้ที่ไม่ได้เป็นของพระผู้เลี้ยง "จะไม่ทนต่อหลักคำสอนแท้ แต่พวกเขาจะรวมครูผู้สอนกับตัวเองตามอย่างราคะตัณหาของตัวเอง ประจบสอพลอ”
2 Timothy 2 ทิโมธี 4:2-3 2preach the word; be ready in season and out of season; reprove, rebuke, and exhort, with complete patience and teaching.
2ให้ประกาศพระวจนะ ให้ขะมักเขม้นที่จะทำการทั้งในขณะที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส ให้ชักชวนด้วยเหตุผล เตือนสติและตักเตือนให้อดทนอยู่เสมอในการสั่งสอน
3For the time is coming when people will not endure sound teaching, but having itching ears they will accumulate for themselves teachers to suit their own passions,
3เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนที่มีหลักไม่ได้ แต่เขาจะรวบรวมครูไว้ให้ สอนในสิ่งที่เขาชอบฟัง เพื่อบรรเทาความอยาก


God has given us His Spirit and the command to preach biblical truth with humility and patience, in and out of season, and to study to show ourselves approved, workers who correctly handle the word of truth.
พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณแก่เรา และทรงสั่งให้เราสั่งสอนความจริงในพระคัมภีร์ด้วยใจอ่อนน้อมถ่อมตนและความอดทน เข้าออกตามฤดูกาล และศึกษาเพื่อให้ตัวเองได้รับการยอมรับ เป็นคนงานที่ยึดเอาพระคำแห่งความจริงอย่างถูกต้อง
2 Timothy 2 ทิโมธี 2:15 15Do your best to present yourself to God as one approved, a worker who has no need to be ashamed, rightly handling the word of truth.
15จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง
This we will do until the Lord Jesus returns and puts an end to all confusion.
เราจะทำอย่างนี้จนกว่าพระเยซูเสด็จกลับมา และทำให้ความสับสนทั้งหมดจบสิ้นลง
www.gotquestions.org/Thai


share







 2016-07-23  29m